ผมชื่อเจษ อายุ 32 ทำงานเป็นฟรีแลนซ์สายถ่ายภาพสินค้า อยู่คนเดียวในคอนโดแถวรัชดา วัน ๆ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ไม่มีอะไรตื่นเต้น จนกระทั่งเมื่ออาทิตย์ก่อน ผมเจอโพสต์ขายกล้องฟิล์มรุ่นหายากในกลุ่มมือสอง มีแค่รูปเดียวกับคำอธิบายสั้น ๆ แต่ราคาน่าสนใจมากกว่าปกติครึ่งหนึ่ง
คนขายชื่อ “มีน” บอกว่าอยากปล่อยของด่วน ผมอินบ็อกซ์คุยสักพักก็ตัดสินใจโอนเงินไปสามพันห้าร้อยบาท พร้อมส่งที่อยู่ไปให้
แต่ผ่านไปสี่วัน ไม่มีรหัสพัสดุ ไม่มีของ ไม่มีแม้แต่การตอบแชท
ผมหงุดหงิดมาก ค้นหาชื่อ เฟซบุ๊ก เบอร์บัญชี ไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายไปเจอข้อมูลในโพสต์เก่าของเธอที่หลุดบ้านเลขที่ไว้แบบไม่ตั้งใจ
ผมไม่รู้หรอกว่ากำลังจะไปหาเรื่องหรืออะไร แต่ความรู้สึกโดนหลอกมันกัดกินหัวใจจนหยุดคิดไม่ได้ ผมตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปตามบ้านเลขที่ที่ได้มา
บ้านเดี่ยวสองชั้นในซอยเงียบ ๆ ย่านบางนา ไม่ใหญ่ไม่เล็ก มีประตูรั้วเหล็กสีดำ
ผมยืนรอสักพักก่อนจะกดออด
สักครู่ มีผู้หญิงหน้าตาดีในชุดอยู่บ้านเสื้อกล้ามกับกางเกงขาสั้น เดินออกมาเปิดประตู เธอผมยาว ผิวขาวจัด หน้าเปลือยแต่ดูดีเหมือนเพิ่งตื่นนอน
ผมหยุดนิ่งไปนิด เธอเอียงคอมองผมก่อนจะพูดเบา ๆ
“มาหาใครคะ”
“ชื่อมีนใช่ไหมครับ”
เธอชะงักเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า
“คุณโกงผมเรื่องกล้องใช่ไหม”
เธอไม่ตอบทันที แต่สายตาเธอเหมือนกำลังประเมินผมจากหัวจรดเท้า
“เข้ามาก่อนมั้ย จะได้คุยกัน”
ผมลังเลแต่สุดท้ายก็ก้าวเข้าไปในบ้าน
ในห้องรับแขกเงียบสงบ มีกลิ่นหอมบาง ๆ ของอะไรสักอย่างที่ผมไม่คุ้น มีนเดินไปหยิบน้ำเย็นมาให้ แล้วยืนพิงผนังอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ฉันขอโทษนะ แต่ช่วงนี้มันแย่จริง ๆ เงินไม่มี งานก็ไม่มี เลยทำแบบนั้นไป”
ผมไม่ได้พูดอะไรทันที เพราะในหัวมันเต็มไปด้วยคำถามว่าทำไมคนหน้าตาแบบนี้ถึงเลือกทำอะไรแบบนี้
“แล้วกล้องล่ะ มีจริงไหม”
เธอเดินไปหยิบกล่องเล็ก ๆ มาเปิดให้ดู ข้างในมีกล้องฟิล์มตัวเดียวกับในรูป
“มีจริง แต่ตอนนั้นไม่รู้จะจัดการยังไง รู้สึกแย่จนไม่กล้าเปิดแชท”
เธอเงยหน้ามองผม ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ในระยะที่ผมได้กลิ่นแชมพูจากผมเธอ
“ถ้าฉันขอโทษด้วยวิธีอื่นได้ จะยกโทษให้ไหม”
ผมยังไม่ทันตอบ เธอก็ค่อย ๆ ยกมือแตะแขนผมเบา ๆ นิ้วเรียวยาวลูบขึ้นลงช้า ๆ พร้อมดวงตาที่ไม่ได้มีความสำนึกผิดสักนิด แต่กลับเต็มไปด้วยอะไรบางอย่างที่ร้อนระอุ
“อย่าคิดมากเลยนะพี่ ฉันไม่ได้ตั้งใจโกง แค่ไม่กล้าบอก”
เธอจับมือผมแล้ววางมันลงบนเอวตัวเอง มือเธออุ่น และเอวเล็กจนผมแทบไม่กล้าขยับ
“ให้ฉัน แก้ตัวนะคะ”
เธอกระซิบชิดริมฝีปาก ก่อนจะค่อย ๆ เลื่อนหน้ามาจูบผมเบา ๆ
มันไม่ใช่จูบที่อ่อนหวาน แต่เป็นจูบที่เต็มไปด้วยความกล้า กลิ่นกายของเธอรุนแรงเหมือนยั่วให้ผมหลุดจากความเป็นตัวเอง
ผมกอดเธอแน่นแล้วผลักเธอไปชิดผนัง ปากประกบกันรุนแรงขึ้น เธอครางเบา ๆ ในลำคอขณะผมลูบแผ่นหลังเปลือยผ่านเสื้อกล้ามบาง ๆ ที่แทบจะไม่มีอะไรขวางกั้น
เธอยกขาขึ้นเกี่ยวเอวผมไว้แน่น แล้วกระซิบว่า
“ข้างบนมีเตียงนะ ”
ผมอุ้มเธอขึ้นแนบอก ก้าวขึ้นบันไดโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น
พอถึงห้องนอน ร่างของเธอก็ถูกรูดเสื้อกล้ามออกทันที หน้าอกขาวสะอาดที่ไม่ใหญ่แต่สวยได้รูปกระเด้งขึ้นมาทันทีที่หลุดเสื้อ เธอหอบเบา ๆ ตอนผมซุกหน้าเข้าซอกคอ มือเธอกำผมแน่น สะโพกบดกับผมราวกับจะหลอมเข้าหากัน
เราไม่หยุดแค่จูบหรือกอด แต่ปลดเปลื้องทุกชิ้นผ้าออกจากร่างของกันและกัน เธอครางชื่อผมเบา ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ร่างเล็ก ๆ สั่นระริกใต้ตัวผม แผ่นหลังเธอแอ่นขึ้นรับทุกการเคลื่อนไหว
ผมหยุดพักอยู่ระหว่างเรียวขาเธอ ซุกหน้าลงแล้วค่อย ๆ ใช้ลิ้นไล้เบา ๆ เธอกระตุกทันที ร้องครางแบบไม่กลั้น ปลายเท้าเกร็งแล้วเกาะหัวเตียงแน่น
“พี่ อย่าหยุด ขออีก ได้โปรด”
เสียงเธอแหบพร่า เร้าใจยิ่งกว่าภาพที่อยู่ตรงหน้า ร่างเธอบิดเบี้ยวด้วยความสุขที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเธอก็ปล่อยเสียงสุดท้ายอย่างหลุดโลกออกมา
เรากอดกันแน่นหลังจากนั้น เหงื่อชุ่มกาย หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ
ผมลุกขึ้นจะหยิบเสื้อ แต่แล้วก็มีเสียงเคาะประตูบ้านดังขึ้น
เธอหน้าเสียทันที
“อย่าเปิดนะ อย่าเพิ่ง”
เสียงเคาะตามด้วยเสียงผู้ชายอีกคน
“มีน เปิดหน่อย ฉันรู้นะว่ามีคนอยู่ด้วย”
ผมหยุดมือ
“ใคร”
เธออึกอัก ก่อนจะหันมามองผม
“แฟนเก่า ฉันยังอยู่กับเขา แต่เราเลิกกันทางใจแล้ว จริง ๆ”
ผมยืนนิ่ง หัวใจเต้นแรงกว่าเมื่อกี้
เสียงเคาะแรงขึ้น เสียงตะโกนเริ่มดัง
“อย่าทำให้เรื่องเลวร้ายไปกว่านี้เลย เธอรู้ว่าเขาไม่ปล่อยง่าย ๆ”
ผมคว้าเสื้อแล้วมองหน้าเธอ
“แค่ขอโทษใช่ไหม นี่คือวิธีขอโทษที่เธอใช้กับทุกคนหรือเปล่า”
เธอไม่ตอบ แต่สายตาเธอบอกทุกอย่าง
ผมเดินลงมาเงียบ ๆ ออกจากบ้าน แล้วขี่มอเตอร์ไซค์กลับในสภาพที่หัวใจยังเต้นอยู่ แต่ไม่ใช่เพราะอารมณ์
เป็นเพราะความจริงที่เพิ่งรู้ว่า ผมอาจไม่ใช่เหยื่อรายแรก และก็ไม่ใช่รายสุดท้าย